ปัญหาด้านการศึกษาไทยในปัจจุบัน ด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง

ในเมื่อขบวนการทำงานก่อสร้างนั้นพัฒนาการจนเป็นศาสตร์ ก็น่าจะมีสถานศึกษาที่เปิดสอนฉพาะสาขาวิชาการก่อสร้างโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้จบการศึกษามีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจถึงขบวนการดำเนินการธุรกิจด้านการก่อสร้าง อีกทั้งเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีขีด
ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า การเรียนการสอนในระดับช่างวิชาชีพ (ปวช.-ปวส.) นั้นเปิดในสาขา ช่างก่อสร้าง ช่างโยธา ช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม เป็นต้น ส่วนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็จะเปิดสอนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยหลักสูตรที่สอนก็เป็นหลักสูตรที่สร้างมาเกือบร้อยปีแล้ว ซึ่งหาดูรายวิชาแล้วจะเห็นว่าเป็น หลักสูตรที่เน้นให้ออกแบบ และมีความหลากหลาย เช่น วิศวกรโยธา ก็จะเรียนเกือบทุกแขนงของสิ่งก่อสร้าง ตั้งแต่ ออกแบบอาคาร ชลประทาน ถนน สะพาน สุขาภิบาล เป็นต้น ซึ่งวิศวกรส่วนใหญ่ที่จบมาทำงานเฉพาะงานก่อสร้างอาคารเกือบ 95% ส่วนที่หลักสูตรสอนให้เน้นการออกแบบก็เพราะสมัยก่อนถนน หนทาง อาคาร บ้าน เรือน ยังมีไม่มาก จึงจำเป็นต้องเน้นให้ออกแบบ แต่ปัจจุบันการก่อสร้างถนน หนทาง คลองชลประทาน ก็สร้างกันไปแล้วซะส่วนใหญ่ ทำให้อัตราการก่อสร้างมีน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างอาคาร และพบว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันนั้นมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านการ
ก่อสร้างอาคารมากกว่าประเภทอื่น
โดยการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการศึกษาแบบในระบบ ซึ่งจะเปิดสอนตามศาสตร์เชิงเดี่ยว เช่น สาขาวิศวกรรมโยธา สถาปัตยกรรม ทำให้คนเรียนมีความรู้เป็นส่วนๆ ด้วยรูปแบบการสอนค่อนข้างแข็งตัว (Rigid) ทำให้ยากในการปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบของสังคมโลก เศรษฐกิจ
เทคโนโลยี และความรู้ ที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นมีความล้าหลังไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกลไก
ของระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ก่อให้เกิดปัญหาตลาดแรงงานที่ต้องการบุคลากรอย่างหนึ่ง แต่สถานศึกษาผลิตบุคคลากรกันอีกแบบหนึ่ง เวลาบริษัทรับมาทำงาน
ก็ต้องมาสอนกันใหม่อีก
5-6 เดือน และพบว่าเนื้อหาที่สอนนั้นมักจะมีส่วนช่วยอย่างละนิดอย่างละหน่อย หรือที่เรียกว่าสอนกันทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่นำไปทำมาหากินได้ และซึ่งทำให้ผมคิดไปถึงการปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียงในที่ดินตนเองที่สอนให้ ปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ได้ปลูก ความรู้ในศาสตร์เชิงเดี่ยวมีปัญหาค่อนข้างมากในธุรกิจการก่อสร้างในปัจจุบัน เพราะการก่อสร้างจะต้องอาศัยความรู้แบบสหศาสตร์ หรือ การบูรณาการ



ผมจึงอยากจะแนะนำให้สถาบันการศึกษาไทยให้เร่งปรับตัว เพื่อให้สถาบันการศึกษาสามารถผลิตนักศึกษาได้ตรงตามความ
ต้องการของตลาดแรงงานที่ได้มีการเปลี่ยนไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่การตั้งโจทย์ใหม่ให้กับหลักสูตร และพัฒนาหลักสูตรให้สามารถมีความรู้ครบขบวนการทำงานจริงๆ
ทั้งความรู้ (Knowledge) ประสบการณ์ (Experience) และความสามารถ โดยความสามารถในยุคปัจจุบันนั้นก็คือ IT นั้นเอง
โดยความรู้ทั้ง 3 ส่วนนั้น จะมีเนื้อหาครบขบวนการทำงานตั้งแต่เริ่มออกแบบอาคารจนถึงทุบอาคารทิ้ง คือ
1. ขบวนการออกแบบ (Design Process) ซึ่งเริ่มที่เจ้าของโครงการ สถาปนิก วิศวกรออกแบบ โดยจะประกอบด้วยหัวข้ออบรม ตั้งแต่การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน การสร้างองค์ความรู้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม การเขียนแบบขยาย การวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างอาคาร การประมาณราคาสำหรับการออกแบบ
2. ขบวนการก่อสร้าง (Construction Process) ซึ่งจะมีหัวข้ออบรมต่างๆ ให้ผู้รับเหมาได้อบรม เพื่อให้สามารถทำงานได้ใน เวลา เงิน และคุณภาพที่กำหนด เช่น การบริหารโครงการ การบริหารเอกสารก่อสร้าง การตัดเหล็กให้เสียเศษน้อยที่สุด การตรวจแบบก่อนการก่อสร้าง จนถึงการก่อสร้างแบบ 5 มิติ เป็นต้น
3. ขบวนการใช้งานอาคาร (Operating Process) โดยเป็นหลักสูตรในการบริหารการใช้งานอาคาร (Facilities Management) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นข้อมูลให้เจ้าของอาคารได้ตัดสินใจและวางแผนได้อย่างแม่นยำ
โดยเนื้อหาวิชาเรียนนั้นจะต้องมีทั้ง 2 ส่วนในการทำงาน คือ ส่วนหน้า (Front End) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ เพื่อให้การทำงานของเหล่าวิชาชีพ เช่น สถาปนิก และวิศวกร เป็นต้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการทำงานส่วนหลัง (Back End) ซึ่งเป็นส่วนทำงานด้านการบริหารการจัดการขององค์กร เพื่อให้การทำงานส่วนหน้าลุล่วงได้ด้วยดี เช่น บัญชี การเงิน ภาษี การตลาด กฎหมาย การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารองค์กร การบริหารคุณภาพ (ISO) เป็นต้น
ซึ่งนักศึกษาจะต้องได้เรียนความรู้ที่ทันสมัยและจำเป็นในการทำงานในปัจจุบัน
และที่จะมีผลกระทบกับวิชาชีพในอนาคต เช่น เรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งปกติจะมีสอนกันเฉพาะเรียนปริญญาโทเท่านั้น บ้านประหยัดพลังงาน ที่สถาปนิกส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนมา จะบอกว่าไม่มีประโยชน์พอที่จะมาสอนหรือ ? นั้นก็ไม่ไช่ แต่ด้วยเหตุผลอันใดเล่าสถาบันการศึกษาไทยจึงไม่นำมาสอนในหลักสูตร ? ดังนั้นเราน่าจะมาตั้งคำถามตัวโตๆ กับหลักสูตรและรูปแบบการศึกษาด้านนี้กันใหม่ ว่าเรียนแล้วได้อะไร นอกจากได้ปริญญาบัตร ?
สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าธุรกิจการก่อสร้างนั้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ (และทั่วโลก) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ธุรกิจการก่อสร้างนั้นมีขบวนการดำเนินงานที่มีความซับซ้อน ใช้เงินทุนสูง ใช้เวลานานเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ และประกอบด้วยบุคคลากรหลากหลายวิชาชีพ ที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง เช่น สถาปนิก วิศวกร ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่เขียนแบบ นักบัญชี นักกฎหมาย เป็นต้น โดยธุรกิจการก่อสร้างเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเก่าแก่ของโลก และได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: